ปฏิทินกิจกรรมของ บีบี

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

สวยพร้อมอันตราย


                                           อันตรายจากกลูต้าไธโอน "ของผิวขาว"

เมื่อพูดถึงกลูต้ไธโอนในวงการผู้หญิงอยากขาวคงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเจ้าสารกลูต้าไธโอนชนิดนี้ แต่คุณรู้บ้างไหมว่าอันตรายจากกลูต้าไธโอนนั้นมีอะไรบ้างมีผลข้างเขียงอย่างไรบ้าง หากว่าคุณคิดอยากจะมีผิวขาวสวยอมชมพูก็ต้องคิดกันสักนิดเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ยั่งยืนคู่กับคุณไปจนแก่ นั้นมาดูอันตรายจากกลูต้าไธโอนและประโยชน์ของกลูต้าไธโอนกันค่ะ



อันตรายจากกลูต้าไธโอน

สารกลูต้าไธโอนเป็นโปรตีนที่ร่างกายเราสังเคราะห์ได้เองทำหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วน โดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายช่วยตับขจัดสารพิษ โดยเฉพาะตัวยาหรือสารพิษที่ไม่ละลายน้ำ เช่น โลหะหนัก สารฆ่าแมลง เมื่อรวมตัวกับสารกลูต้าไธโอนจะช่วยให้ละลายน้ำได้และถูกกำจัดออกจากร่างกายช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่อายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรงมักจะตรวจพบสารกลูต้าไธโอนปริมาณสูงในกระแสเลือด ต่อมาวงการแพทย์ได้นำสารกลูต้าไธโอนมาใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง เช่น โรคตับ โรคไต พาร์กินสัน อัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะ และมะเร็งต่อมลูกหมาก มานานกว่า 30 ปี โดยฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อ

เนื่องจากร่างกายเราสร้างกลูต้าไธโอนได้เองเมื่อต้องเสริมกลูต้าไธโอนในปริมาณมากเพื่อมุ่งรักษาโรค จึงมีผลข้างเคียงโดยกลูต้าไธโอนมีฤทธิ์ไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาวทำให้ผิวขาวขึ้นในเวลาอันสั้น จึงเกิดการแตกตื่นและนำกลูต้าไธโอนมาเป็นอาหารเสริมเพื่อชะลอวัย และหวังผลให้ผิวขาวใสหรือผิวขาวอมชมพู


ผิวขาว




กิน-ฉีดให้ขาว อันตรายถึงชีวิต


ในความเป็นจริงยาเม็ดที่เป็นอาหารเสริมไม่มีผลให้ผิวขาว เพราะสารชนิดนี้ไม่สามารถดูดซึมและจะถูกขจัดออกจากร่างกายในที่สุด จึงได้มีการดัดแปลงนำมาผสมกับวิตามินซีแล้วฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อครั้งละ 600 มิลลิลิตร สัปดาห์ละครั้ง ราคา 4,000-5,000 บาท ติดต่อกัน 3-5 สัปดาห์ ผิวจะเริ่มขาวขึ้นหลังฉีดครั้งแรกประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้น 2 เดือนผิวจะกลับมาเป็นสีเดิมจึงต้องฉีดซ้ำอยู่เป็นระยะ

ต่อมาองค์การอาหารและยาได้ประกาศห้ามใช้กลูต้าไธโอนเพื่อช่วยผิวขาวแล้ว เนื่องจากกลูต้าไธโอนทั้งชนิดเม็ดและชนิดฉีดเพื่อมุ่งผิวขาวมีกลูต้าไธโอนสูงถึง 500-1,000 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่าปริมาณที่แพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยใช้ คือ ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อวันและอาจทำให้แพ้ยาจนช็อกถึงขึ้นเสียชีวิตเฉียบพลันหรือส่งผลในระยะยาว เช่น สะสมในร่างกายส่งผลเสียต่อตับและไตได้ และทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังเนื่องจากผิวไวต่อแสงแดดเพราะเม็ดสีผิวถูกทำลายเสริมกลูต้าไธโอนด้วยการกิน

แม้การบริโภคกลูต้าไธโอนในปริมาณมากจะส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีโรคแทรกซ้อนอาจทำให้ปริมาณกลูต้าไธโอนที่ร่างกายผลิตได้ลดลงทำให้ร่างกายขาดสารต้านอนุมูลอิสระ ผิวแห้งเหี่ยวเร็ว ไม่เปล่งปลั่ง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ (ในกรณีที่ป่วย) หรือเลือกกินอาหารที่ช่วยกระตุ้นร่างกายให้สร้างกลูต้าไธโอนได้ดีขึ้น ได้แก่ ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว นม ไข่ หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม มะเขือเทศ และผลไม้ เช่น แตงโม สตรอว์เบอร์รี่ องุ่น อะโวคาโด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Health&Cuisine ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

สวยง่ายๆด้วยบิ๊กอาย แต่อันตรายเยอะมาก

                                                    อันตรายจากบิ๊กอาย



                      
       


ด้วยความคิดที่ว่า สาว ตาเล็กหรือ ตาชั้นเดียวไม่สวย ไม่มีเสน่ห์ ทำให้บรรดาสาววัยรุ่นชาวเอเชียจำนวนไม่น้อยพยายามดิ้นรนที่จะเพิ่มขนาดของดวงตาให้ใหญ่ขึ้น เช่น การผ่าตัดทำตาสองชั้น เป็นต้น ซึ่งล่าสุด ก็มาถึงคิวของนวัตกรรมใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสาวๆ ชาวญี่ปุ่นและเกาหลี นั่นก็คือ คอนแทกต์เลนส์ตาโตหรือที่รู้จักกันในชื่อของ บิ๊กอายส์และแน่นอนว่า ขณะนี้ได้แพร่สะพัดมาสู่สาวตาเล็กชาวไทยไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุผลเพื่อเพิ่มขนาดของดวงตาและทำให้ตาหวาน ที่น่าตกใจก็คือ ไม่ใช่แค่เพียงสาวๆ เท่านั้น หากยังลามไปถึงผู้ชายและบรรดาเพศที่ 3 ทั้งหลายอีกด้วย
  อย่างไรก็ตาม การใส่บิ๊กอายส์ก็จะใช่ว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะล่าสุดเพิ่งมีคำเตือนจากกระทรวงสาธารณสุขไทย ว่า การใส่บิ๊กอายส์นั้น เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะการนำสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในดวงตา ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตราย เนื่องจากดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญที่บอบบางที่สุด หากเกิดปัญหาขึ้นกับดวงตาและไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาจถึงขั้นตาบอดได้
 ปัจจุบันค่านิยมการใส่บิ๊กอายส์ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากสาวๆ วัยรุ่นไทยที่ไม่พึงพอใจในดวงตาของตนเอง จากการสำรวจและสอบถาม ร้านขายคอนแทกต์เลนส์ย่านวัยรุ่นสยามสแควร์ มาบุญครอง ก็ได้รายละเอียดว่า บิ๊กอายส์ที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ซื้อจะเป็นบิ๊กอายส์ขนาดใหญ่ สีที่ได้รับความนิยม เช่น สีน้ำตาลและสี Moon gray หรือสีเทา โดยมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือก แต่สำหรับยี่ห้อที่ขายดีที่สุด คือ ยี่ห้อที่มีชื่อย่อขึ้นต้นว่า “M” ซึ่งเป็นบิ๊กอายส์ที่ใส่เป็นรายเดือน มีหลายสีหลายแบบให้เลือก ส่วนยี่ห้ออื่นๆ วัยรุ่นไม่ค่อยซื้อนักเพราะเป็นคอนแทกต์เลนส์สายตาธรรมดา และเป็นชนิดรายวัน

      ทั้งนี้ บิ๊กอายส์ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากประเทศเกาหลี โดยสนนราคาจะเริ่มต้นที่ 450 บาทขึ้นไป ไม่มีการรับรองคุณภาพและรับประกันใดๆ ทั้งสิ้น หรือหมายความว่า ซื้อแล้วจะไม่รับเปลี่ยนคืนนั่นเอง ส่วนกลุ่มลูกค้า ทางร้านยังบอกว่า นอกจากจะมีวัยรุ่นผู้หญิงมาซื้อแล้วยังมีวัยรุ่นชายมาซื้อใส่ด้วย
 “บางคนมาซื้อบิ๊กอายส์แบบรายเดือนใส่ตลอดไม่มีการถอดมาทำความสะอาดหรือนานๆครั้งจะถอดมาล้าง ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เมื่อซื้อแล้วต้องล้างทุกวันเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อเจ้าของร้านแนะนำ
นอกจากนี้ การขายคอนแทกต์เลนส์แบบบิ๊กอายส์ยังระบาดหนักโดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์ซึ่งมีหลายเว็บไซต์ด้วยกัน ที่น่าสนใจคือต่างระบุว่า นอกจะเป็นที่นิยมของวัยรุ่นหญิงแล้วยังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นชาย ชายประเภทสอง ตุ๊ด เกย์ กะเทย ทอมบอยด้วย โดยราคาเริ่มต้นทุกรุ่นตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน ลักษณะการใช้งานตั้งแต่รายเดือนถึงรายปีคือ 1 คู่ใช้ได้1 ปี รวมทั้งมีเลนส์หลายขนาดให้เลือก เช่น 14.0, 14.5, 14.8 และบางเว็บไซต์ยังมีออปชันเสริม คือ มีคอนแทกต์เลนส์แบบคอสเพลย์หรือแบบแฟนตาซีขายด้วย จากการสอบถามเจ้าของเว็บไซต์ขายบิ๊กอายส์รายหนึ่งบอกว่าสินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศเกาหลี สีที่ลูกค้าชอบและขายดีที่สุด ได้แก่ สีน้ำตาล สีน้ำตาลทอง สีเทา และหลังจากลูกค้าซื้อแล้วไม่มีการรับประกันคุณภาพ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อแล้วไม่ค่อยมีปัญหา แต่ก็อาจมีปัญหาบ้างเช่น ปัญหาที่เกิดจากเลนส์ มองเห็นไม่ชัด เลนส์กว้าง และแคบเกินไป


     คำเตือน-คำแนะนำจากแพทย์

      รศ.นพ.ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์ ประธานฝ่ายวิชาการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย และอาจารย์ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คอนแทกต์เลนส์ตาโต หรือบิ๊กอายส์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มความสวยงามแก่ดวงตา ทำให้ตาโตขึ้น ซึ่งบิ๊กอายส์จะมีเลนส์ขนาด 13.5-14.0 มิลลิเมตร ในขณะที่ตาดำคนปกติจะมีขนาด 10.5 มิลลิเมตร ซึ่งปกติตาของคนจะประกอบด้วยกระจกตา (Cornea) มีลักษณะใสเหมือนกระจกไม่มีสี แต่สีจากม่านตา (iris) ของคนเอเชียจะมีม่านตาสีน้ำตาลเข้มถึงสีดำ ทำให้เห็นเป็นตาดำ การใส่บิ๊กอายส์ก็เหมือนการใส่คอนแทกต์เลนส์ปกติที่ครอบอยู่บนกระจกตา แต่มีการระบายหรือพิมพ์สีบนผิวเลนส์ให้ใหญ่กว่าตาดำของผู้ใส่ บิ๊กอายส์มีเนื้อวัสดุแบบนิ่มอมน้ำเหมือนคอนแทกต์เลนส์ชนิดนิ่มปกติเพียงแต่บิ๊กอายส์จะมีการระบายสีที่ผิวพลาสติกด้านที่ไม่สัมผัสกับกระจกตาเป็นสีต่างๆ กัน สีที่ใช้ระบายได้มีการถูกทดสอบมาแล้ว จึงไม่น่ามีอันตรายเพราะมีการใช้สีประเภทนี้บนคอนแทกต์เลนส์สีมานานแล้ว

     นอกจากนี้ รศ.นพ.ปริญญ์ ยังแนะนำสิ่งที่พึงปฏิบัติและข้อควรระวังสำหรับคนใช้ ว่า
     1.ไม่ควรใส่นานเกินไปในแต่ละวันมีการใช้คอนแทกต์เลนส์ เมื่อถึงเวลานอนต้องถอดออก มิฉะนั้น จะทำให้เกิดอาการอักเสบของดวงตาได้
     2.ต้องใส่และถอดอย่างถูกวิธี เพราะวิธีที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดรอยขีดข่วนและแผลที่กระจกตา
     3.ใส่แล้วต้องดูแลให้ดี ต้องมีการล้างและแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อไม่ให้เกิดแบคทีเรียและควรมีการเปลี่ยนน้ำยาในการล้างและแช่ทุกครั้ง
     4.ต้องดูแลให้ถูกวิธี และไม่ใช้นานเกินไปจนคอนแทกต์เลนส์ปริ ฉีกขาด ทำให้รอยที่ฉีกขาดขูดกับผิวตา กระจกตาเสียหรือมีปัญหาได้
    
เมื่อทำถูกทั้ง 4 วิธีก็ไม่มีปัญหา

      และล่าสุด ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ได้เข้ามาดูแลเรื่องการใช้คอนแทกต์เลนส์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดย นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา บอกว่า คอนแทกต์เลนส์เพื่อความสวยงามที่กำลังระบาดในกลุ่มวัยรุ่นหญิงไทยนั้น มีสภาพเหมือนกับคอนแทกต์เลนส์แฟชั่นที่มีให้หลายสีให้เลือก แต่บริเวณตรงกลางมีลักษณะเป็นเลนส์ใสและบริเวณขอบเลนส์มีสีดำหรือสีเข้มต่างๆ ที่จะทำให้มองเห็นว่าผู้ใส่มีตาดำขยายใหญ่และกลมโตกว่าปกติ
 อย่างไรก็ตาม บรรดาคอนแทกต์เลนส์แฟชั่นเหล่านี้ ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ต่อผู้ใส่ ดังนั้น จึงไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ แต่เนื่องจาก อย.เห็นว่า หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส เพื่อเพิ่มมาตรการในการควบคุมการผลิตหรือนำเข้าเลนส์สัมผัส ทุกประเภทในระดับที่เข้มงวดขึ้น โดยผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก อย.รวมทั้งต้องแสดงอายุการใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลาก หรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์และในการโฆษณาต้องได้รับอนุญาตจาก อย.ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษ ทั้งจำทั้งปรับ โดยจะมีการเสนอร่างประกาศฉบับดังกล่าวให้คณะกรรมการเครื่องมือแพทย์พิจารณาในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ และจะเสนอความเห็นต่อรมว.สาธารณสุขเพื่อลงนาม ประกาศใช้ต่อไปผู้ที่คิดจะใส่ควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนว่าไม่มีข้อห้ามในการใช้ และเพื่อได้รับเลนส์ที่มีขนาดโค้งที่ถูกต้องเหมาะพอดีกับตาของผู้ใส่ ไม่ควรไปซื้อเองจากร้านค้าทั่วไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องใส่ใจในการทำความสะอาดเลนส์ ทั้งการล้าง แช่ เก็บและก่อนสวมใส่ทุกขั้นตอน ไม่ควรใส่ขณะว่ายน้ำ ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเลนส์สัมผัสแฟชั่นยิ่งต้องระวัง เพราะในช่วงที่ยังไม่มีการกำกับดูแล ร้านค้าอาจนำสินค้าที่ไม่มีคุณภาพมาจำหน่ายและก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นตาบอดได้รองเลขาธิการ อย.ให้คำแนะนำทิ้งท้าย


ที่มา ...ผู้จัดการออนไลน์



ผัดสดๆ



   สารพัดผัก สารพัดประโยชน์

   เรามาดูกันว่า นานา ผักต่างๆที่มีอยู่เกลือนกลาดนั้น มีสาระพัดประโยชน์ ทีี่ดีต่อร่างกายเรา เอ๊า เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าจ้าา

1
 สะเดา (Neem  tree)
 มีเบต้าแคโรทีนสูง  บำรุงสายตา  เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้นอนหลับ
 

2
 ผักกาดขาว(Chinese white cabbage)
 ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลทสูง บำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
 

3
 ต้นหอม (Shallot)
 มีน้ำมันหอมระเหย บรรเทาอาการหวัด มีสารฟลาโวนอยด์ต้านมะเร็ง
 

4
 แครอท(Carrot)
 เบต้าแคโรทีนป้องกันโรคมะเร็ง มีแคลเซียม แพคเตท ลดระดับ คลอเลสเตอรอลได้
 

5
 หอมหัวใหญ่(Onion)
 มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
 

6
 คะน้า(Chinese kale)
 มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง
 

7
 พริก (Chilli)
 มีแคปไซซินกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ
 

8
 กระเจี๊ยบเขียว(Okra)
 ลดความดันโลหิต บำรุงสมอง ลดอาการกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ
 

9
 ผักกระเฉด(Water mimosa)
 ดับพิษไข้ กากใยช่วยระบบขับของเสีย เพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร
 

10
 ตำลึง(Ivy  gourd)
 มีวิตามินเอสูง ดีต่อดวงตา เส้นใยจับไนเตรต ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
 

11
 มะระ (Chinese bitter cucumber)
 มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ น้ำคั้นลดระดับน้ำตาลในเลือด
 

12
 ผักบุ้ง(Water  spinach)
 บรรเทาอาการร้อนใน มีวิตามินเอบำรุงสายตา ธาตุเหล็กบำรุงเลือด
 

13
 ขึ้นฉ่าย(Celery)
 กลิ่นหอม ช่วยเจริญอาหาร มีวิตามินเอ บี และซี บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด
 

14
 เห็ด (Mushroom)
 แคลอรี น้อย  ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน
 

15
 บัวบก(Indian  pennywort)
 มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
 

16
 สะระแหน่(Kitchen mint)
 กลิ่นหอมเย็นของใบให้ความสดชื่น ทำให้ความคิดแจ่มใส แก้ปวดหัว
 

17
 ชะพลู(Cha-plu)
 รสชาติเผ็ดเล็ก น้อย  แก้จุกเสียด ขับเสมหะ มีแคลเซียมสูง
 

18
 ชะอม (Cha-om)
 ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับ อนุมูลอิสระ
 

19
 หัวปลี(Banana  flower)
 รสฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงน้ำนม มีกากใย โปรตีน และวิตามินซีสูง
 

20
 กระเทียม(Garlic)
 ลดไขมันในเลือด ป้องกันหัวใจขาดเลือด ใบกระเทียมมีโฟเลท เหล็ก วิตามินซีสูง
 

21
 โหระพา(Sweet  basil)
 น้ำมันหอมระเหยทำให้โล่งจมูก ช่วยระบายลม มีเบต้าแคโรทีน แคลเซียม
 

22
 ขิง (Ginger)
 บรรเทาอาการหวัดเย็น ลดอาการคัดจมูก รสเผ็ดร้อน แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
 

23
 ข่า (Galangal)
 น้ำมันหอมระเหย ช่วยระบบย่อยอาหารขับลม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
 

24
 กระชาย(Wild ginger)
 บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ มีวิตามินเอและแคลเซียม
 

25
 ถั่วพู(Winged bean)
 ให้คุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสาร ช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
 

26
 ดอกขจร(Cowslip  creeper)
 กระตุ้นให้รู้รสอาหาร ให้พลังงานสูง ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน
 

27
 ถั่วฝักยาว(Long bean)
 มีเส้นใย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก บำรุงเลือด
 

28
 มะเขือเทศ(Tomato)
 มีวิตามินเอสูง วิตามินซี รสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และแก้อาการคอแห้ง
 

29
 กะหล่ำปลี(White cabbage)
 มีกลูโคซิโนเลท เมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็ง และมีวิตามินซีสูง
 

30
 มะเขือพวง(Plate brush eggplant)
 ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยลดความดันเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส
 

31
 ผักชี(Chinese  paraley)
 ขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง
 

32
 กุยช่าย(Flowering chives)
 มีกากใยช่วยระบายของเสีย มีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
 

33
 ผักกาดหัว(Chinese radish)
 แก้ไอ ขับเสมหะ เพิ่มภูมิต้านทางโรค มีสารช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี
 

34
 กะเพรา(Holy basil)
 แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือดได้
 

35
 แมงลัก(Hairy  basil)
 ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ
 

36
 ดอกแค(Sesbania)
 กินแก้ไขช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีวิตามินเอสูง บำรุงสายตา
 

ที่มา..http://article.zubzip.com/?7119

แต่งอย่างไรให้สวย เลือกอย่างไรให้เหมาะ


วิธีการเลือกซื้อเครื่องสำอางค์ เลือกซื้อเครื่อสำอางอย่างไร





การเลือกซื้อเครื่องสำอาง
เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่วนใหญ่ใช้กับผิวกายภายนอก เพื่อความ
สะอาด ความสวยงาม แต่งกลิ่นหอม ในชีวิตประจำวันของคนปกติ เครื่องสำอาง
สามารถปกป้องหรือส่งเสริมให้ร่างกายแลดูดีขึ้นได้ แต่ไม่สามารถไปมีผลถึงขั้น
ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือการทำหน้าที่ใดๆของร่างกาย หรือบำบัด บรรเทา
รักษาป้องกันโรค
เนื่องจากเครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถวางขายได้ในร้านค้าทั่วไป (ห้างสรรพสินค้า / ร้านขายของ
ชำ / ร้านเสริมสวย / แผงลอยในตลาด ) ดังนั้น จึงขอแนะนำวิธีคิด ก่อนซื้อเครื่องสำอาง ดังนี้
>ซื้อเครื่องสำอางจากร้านค้าที่มีหลักแหล่งแน่นอน เชื่อถือได้ (หากมีปัญหาเกิดขึ้นสามารถติดต่อหา
ผู้รับผิดชอบได้) ทางร้านมีการจัดเก็บเครื่องสำอางเป็นอย่างดี ไม่เก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในที่ร้อน ชื้น แสงแดดส่อง
ถึง(เพราะสินค้า จะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าปกติ)
>เลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีฉลากภาษาไทย ซึ่งแสดงข้อความบังคับครบถ้วน ชัดเจน เข้าใจได้ง่าย ได้
แก่ ชื่อ/ชนิดของเครื่องสำอาง ชื่อส่วนประกอบสำคัญ ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ และปริมาณสุทธิ
>อ่านฉลากให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนซื้อ เพื่อจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการ และสามารถนำไปใช้ได้
อย่างถูกวิธี จะได้เกิดผลดีตามต้องการ
>ติดตามข่าวที่อย.ประกาศผลวิเคราะห์เครื่องสำอางไม่ปลอดภัย (ผ่านสื่อต่างๆ / แผ่นพับ / อินเตอร์เน็ต)
อย่างเช่นกรณีผลิตภัณฑ์ 3 ทรีเดย์ ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน ที่มีผู้ใช้แล้วผิวด่างขาว ผิวหนังบางส่วนเป็นฝ้าถาวร
เป็นผลิตภัณฑ์ที่อย.ประกาศผลวิเคราะห์หลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังคงพบว่ามีจำหน่ายอยู่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เร่ง
ตรวจสอบสถานที่ขายส่ง ขายปลีก เพื่อยึด อายัดผลิตภัณฑ์อันตรายเหล่านี้
หากผู้บริโภคพบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ อย.ประกาศผลวิเคราะห์ว่าพบสารห้ามใช้ สามารถแจ้งเบาะแส
มาได้ที่ สายด่วนผู้บริโภคกับ อย. 1556 หรือที่ 02 590 7354-5 หรือที่ ตู้ ปณ 52 ปณจ นนทบุรี 11000 หรือที่สำนัก
งานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ
 ที่มา..สำนักงานคณะกรรมการอาหารแะยา



วิธีเลือกเครื่องสำอางอย่างปลอดภัย
โดย Anonymous | วันที่ 23 กรกฎาคม 2552
แนะอ่านฉลาก-ทดสอบการแพ้ก่อนซื้อ
ภญ.วิมล อนันต์สกุลวัฒน์ เภสัชกรฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช ใจดีแนะกลเม็ดเคล็ดไม่ลับในการเลือกซื้อเครื่องสำอางว่า ก่อนอื่นต้องดูเลยว่าเป็นเครื่องสำอางเถื่อนหรือไม่ หากดูแล้วว่าไม่มีการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ อย่าซื้อเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องสำอางเถื่อนเหล่านี้จะผสมสารต้องห้ามที่มีพิษต่อร่างกาย ถัดมาให้ดูวันหมดอายุ และเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ จากนั้นก็มาดูส่วนผสม ซึ่งจะบอกได้ว่าในเครื่องสำอางที่เรากำลังจะควักเงินซื้อนั้น มีส่วนผสมที่เราแพ้หรือไม่ อีกส่วนที่ควรใส่ใจก็คือ ชื่อบริษัทผู้ผลิต ที่อยู่ หรือบริษัทผู้นำเข้า ในกรณีที่เกิดอันตรายจากเครื่องสำอางนั้น จะได้โทรไปสอบถามหรือร้องเรียนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้
  สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ไม่ค่อยมีใครเห็นความสำคัญนักก็คือการอ่านฉลากวิธีใช้ ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใด กี่ครั้งต่อวัน ใช้ที่จุดไหนของร่างกาย เพื่อให้ใช้ได้ถูกต้อง ส่วนคนที่แพ้ง่ายแนะนำว่า ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ซึ่งเครื่องสำอางหลายยี่ห้อจากต่างประเทศ จะมีระบุชัดอยู่ในบรรจุภัณฑ์ว่า “Alcohol Free” แปลว่าในเครื่องสำอางชิ้นนั้นปราศจากแอลกอฮฮล์ แต่เครื่องสำอางที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่ค่อยมีแจ้ง  ได้แนะวิธีการทดสอบการแพ้เครื่องสำอางด้วยตัวเองง่ายๆ ว่า มีเครื่องสำอางหลายประเภทที่แม้จะเป็นยี่ห้อดี ยี่ห้อดัง มีตรารับรองมาตรฐาน แต่ดันไม่ถูกกับผิวของเราเสียนี่ เหตุผลก็เพราะเป็นที่ผิวของเราที่มีปฏิกิริยาไวต่อสารเคมีเป็นพิเศษนั่นเอง แต่ใครจะแพ้อะไรนั้น เป็นเรื่องของใครของมัน ต้องทดสอบด้วยตนเอง และเมื่อทราบว่าแพ้แล้วก็ต้องจำเอาไว้ว่าตัวเองแพ้อะไร คราวหน้าก่อนซื้อจะได้อ่านฉลากดูส่วนผสมให้มั่นใจเสียก่อนว่าไม่มีสารที่เราแพ้ก่อนจะควักกระเป๋าซื้อมา
 ส่วนผู้ที่ผิวแพ้ง่ายหรือกลัวจะแพ้เครื่องสำอางที่อยากซื้อ เภสัชกรหญิงแห่ง รพ.ศิริราช ก็มีวิธีง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยากและเป็นวิธีที่ถูกต้องมาฝาก ก็คือให้ นำเครื่องสำอางที่ต้องการจะซื้อ มาป้าย ฉีด ยา หรือทา ลงบริเวณผิวเนื้ออ่อนๆ อย่างหลังใบหูหรือท้องแขน
  เคล็ดลับอยู่ที่ใช่ว่าเทสต์ปุ๊บจะขึ้นปั๊บ เพราะอาการแพ้อย่างน้อยที่สุดจะต้องใช้เวลา 20 - 30 นาที ผิวหนังบริเวณนั้นจึงจะมีปฏิกิริยา เช่น เกิดรอยแดง ผื่น หรือรู้สึกระคายเคืองดังนั้นหากจะเทสต์จริงๆ ไปขอเทสต์ก่อน จากนั้นไปเดินดูของอื่นๆ จนจะกลับ หากผิวไม่แพ้จึงค่อยกลับไปซื้อ ทิ้งระยะให้สารเคมีทำปฏิกิริยาสักนิดนะคะภญ.วิมลทิ้งท้าย

 ที่มา: หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ

ความรู้เล็กๆจากเด็กเศรษฐศาสตร์


ประชาคมอาเซียน 2558


ASEAN Community คืออะไร
อาเซียน (ASEAN) ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย (2510) สิงคโปร์ (2510) อินโดเนเซีย (2510) มาเลเซีย (2510) ฟิลิปปินส์ (2510) บรูไน (2527) เวียตนาม (2538)  ลาว (2540) พม่า (2540)  กัพูชา (2542) มีประชากรรวมกันประมาณ 570 ล้านคน มีขนาดเศษฐกิจที่โตมาก เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า ข้อตกลงบาหลี 2 เห็นชอบให้จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือการให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เนื่องจากการแข่งขันรุนแรง เช่น อัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของจีนและอินเดียสูงมากในช่วงที่ผ่านมา  ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ชะอำ หัวหิน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558
ประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา
1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC)มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง


ที่มา...http://km.ru.ac.th/hrd/index.php?option=com_content&view=article&id=57&Itemid=10